เชิญคร้าบบ...



 
1. FIAT 124 Saloon 1197cc คันนี้ดิสก์เบรคสี่ล้อ เครื่องพันสองร้อยซีซี แต่แรงพอสมควรตามสไตล์เฟียต คันในรูปเป็นตัวสเปเชียล 1438 cc ซึ่งไฟท้ายมีชั้นเดียว ดูเชยกว่า "อีแก่" ของเรามากๆ เพราะของเราไฟท้ายสองชั้นและวัยรุ่นที่อิตาลียังนิยมใช้และตามหาสะสมเพราะถือเป็นรุ่นหายาก  อีแก่ของเราคันนี้บรรยายกันยาวเพราะพ่อซื้อมาตั้งแต่ก่อนเกิด โดยคันนี้ป๊ะป๋าถอยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ป้ายแดง เห็นแม่บอกว่าเกือบสองแสนในสมัยนั้น เกิดมาก็นั่งคันนี้ กิน นอน บนรถคันนี้ ครอบครัวเดินทางบ่อย เลยคุ้นเคยกับรถคันนี้มากๆ รถค่อนข้างงอแงพอสมควร แต่เนื่องด้วยพ่อใจถึง ซ่อมจนซื้อป้ายแดงได้สามคันแล้วกระมัง แต่ก็ไม่เคยคิดขาย ทุกวันนี้สามสิบกว่าปีแล้ว ยังขับได้เป็นปกติ ซ่อมครั้งล่าสุด หมดไปห้าหมื่นกว่าบาท เสียดายเงินน้ำตาแทบร่วง เอาวะ หยวนๆ คิดซะว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ ข่าวคราวล่าสุดแม่บอกว่าถอดแบตออกไปใส่คันอื่นเพราะไม่ค่อยได้ขับ อีแก่ทำแบตเตอรี่เสื่อมมาสองลูกติดๆแล้ว
 
 

 
2. MITSUBISHI Lancer 1.3 EL มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมก่อนรุ่นปัจจุบัน มีชื่อในวงการช่างที่เรียกจากรหัสตัวถังว่า อี-คาร์ เปิดตัวในเมืองไทยครั้งแรกประมาณปี 1993 ทำตลาดต่อจากแลนเซอร์ แชมป์ โดยข้ามแลนเซอร์ไป 1 รุ่นหลัก โดยแบ่งเป็น 5 รุ่นหลัก เปิดตัวพร้อมกัน แต่ทะยอยหยุดการจำหน่ายกันไป คือ 1.3 อีแอล, 1.5 จีแอลเอ็กซ์, 1.5 จีแอลเอ็กซ์ไอ,  1.6 จีแอลเอ็กซ์ไอ และ 1.8 จีทีไอ ตัวที่ใช้อยู่คือรุ่นประหยัด 1.3 อีแอล เครื่องยนต์รหัส 4G13 แบบเบนซิน 4 สูบ SOHC 12 วาล์ว คาร์บูเรเตอร์ 1,298 ซีซี กำลังสูงสุด 80 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที สักพักก็หยุดการผลิตลง ต่อมาเพิ่มรุ่นพิเศษกำลังสูงสุด 80.2 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ของเราเป็นตัวหลังนี่แหละที่ท่านอุตส่าห์เพิ่มม้ามาให้จากรุ่นแรกถึง 0.2 แรงม้า คันนี้ไปถอยมากับกระแสร์ ไปดูแล้ววางเงินเลยวันนั้น เนื่องด้วยได้รถสภาพสวยจัด และราคาไม่แพงเพราะเป็นเต็นท์เล็กๆ เฮียแกขาดสภาพคล่องพอสมควร เขาใจว่าแกคงจับมาไม่แพงเพราะดูท่าทางแกหักคอเจ้าของเดิมมาแน่ๆ งานนี้เลยวินๆ ได้รถราคาถูกกว่าท้องตลาดรถมือสองตอนนั้นราวๆ สองหมื่นบาท เครื่อง 1.3 ลิตรของมิตซู ตัวนี้เป็นรุ่นสุดท้ายปี 1996 ก่อนจะเป็นตัวท้ายเบนซ์ เครื่องไม่แรงและประหยัด ซ่อมง่าย และกินน้ำมันน้อย ใช้มาสามปี ไม่เคยซ่อมเครื่องแม้แต่ครั้งเดียว มีปัญหาเรื่องแอร์นิดหน่อยเพราะความขี้เหนียวของตัวเอง ข้อดีอีกข้อคือ กินน้ำมันน้อยมากตอนที่ใครๆโอดครวญกันเรื่องน้ำมันจนต้องไปนั่งรถเมล์ ส่วนเราขับเที่ยวเล่นหน้าตาเฉย ไม่ได้รวยแต่มันกินน่ำมัน 12 กิโลลิตรในเมือง ถือว่าพริ้วอย่างแรงสำหรับรถอายุปูนนี้ ข้อเสียคือ ไม่มีออฟชั่นอะไรในรถให้เล่นเลย เวลาขับทางไกลใช้ความเร็วสูงกินน้ำมันพอๆกับรถ 1600 cc ทั่วๆไป เพราะเป็นเครื่องคาร์บู -_-"
 
คำแนะนำว่า รถยนต์มือสองรุ่นนี้ มีความน่าสนใจตรงที่มีราคาถูกกว่ารถยนต์ยอดนิยมในระดับเดียวกันปีเดียวกัน อยู่เล็กน้อย คือ ฮอนด้า ซีวิค โฉมเตารีด และโตโยต้า โคโรลล่า สามห่วง สาเหตุที่ราคาต่ำกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสความนิยม อีกส่วนก็คือ เรื่องของราคาอะไหล่ที่แพงกว่า โตโยต้า โคโรลล่า อยู่พอสมควร ความโดดเด่นด้านราคา เป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจ เพราะจะได้รถยนต์รุ่นปีใหม่หน่อย
 
ในด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์จัดอยู่ในระดับปานกลางไม่หวือหวา เน้นความประหยัดเป็นหลัก ช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อให้ความนุ่มนวลมากในช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง แต่มีอาการยวบยาบเล็กน้อยในช่วงความเร็วสูง เด่นหน่อยตรงที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เพียงพอสำหรับ 5 คนแบบไม่อึดอัด กังวลนิดตรงที่ราคาอะไหล่ใหม่และมือสองแพงสักนิดในบางชิ้น แต่ก็แพร่หลายและหาไม่ยากเท่าไรนักศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานมีหลายแห่ง ถ้าสนใจควรเลือกรุ่น 1.6 GLXi เครื่องยนต์รหัส 4G92 แบบเบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ 1,597 ซีซี กำลังสูงสุด 113 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 4 จังหวะ ตอนนี้แสนกลางๆ ก็จับได้แล้ว เพราะท้ายเบนซ์ดันราคาลงมาทับอีคาร์เดิมในห้วงสามปีที่ผ่านมา


3. Nissan Sentra Ex Saloon 1.4 M/T B13 นิสสันเซนทราหรือซันนี่บี 13 เกียร์ธรรมดา โฉมนี้เป็นโฉมต่อจากบี 12 ซึ่งทำการตลอดในช่วงสั้นๆ หลังจากการประสบความสำเร็จของซันนี่ B11 โดย บี 13 คันนี้เป็นโฉมแรกก่อนจะไมเนอร์เชนจ์ไฟท้าย คันนี้ได้มาจากการหาในเน็ตซึ่งได้ราคามาค่อนข้างเหลือเชื่อ แต่ก็มีจุดที่ต้องมาเก็บหลายที่พอสมควร เครื่องยนต์ GA14DS ให้แรงบิดที่น่าพอใจแต่กลับให้ความเร็วปลายสู้เครื่อง 4G ของมิตซูไม่ได้เลย แต่โดยรวมสมรรถนะน่าพอใจมากๆ สำหรับความนิ่มนวลของระบบกันสะเทือนแม็คเฟอร์สันสตรัทที่นิ่มกว่ามัลติลิงก์แบบเห็นๆ และด้วยความที่ใส่ยางหน้า 185/55 R15 ทำให้เพิ่มความยึดเกาะกว่ายางคันเก่าที่ใส่หน้าเล็กกว่าแต่ก็แลกมาด้วยราคายาง Goodyear NCT5 ซึ่งราคาแพงกว่าเกือบเท่าตัว แต่ผลงานที่สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมากคือพวงมาลัยที่เป็นแร็คแอนด์พีเนียนล้วนๆ ไม่ได้มีพาวเวอร์ช่วยกลับให้น้ำหนักเบาอย่างน่าประหลาด จนไม่คุ้นมือหลงนึกว่าพวงมาลัยหลวมด้วยซ้ำไป ตอนนี้งานที่เก็บไปคือลูกปืนท้ายหอนที่หลังซ้าย แต่จริงๆแล้วเป็นเสียงสะท้อนจากหลังขวา บอกช่างไปแล้วว่าที่ได้ยินหลังซ้ายน่ะเป็นเสียงสะท้อน แต่ช่างไม่เชื่อถอดหลังซ้ายออกมา สุดท้ายยอมจำนนแก่เราเพราะปัญหาคือลูกปืนหลังขวาจริงๆ แต่พอเอาลูกปืนซึ่งมาพร้อมๆดุมใหม่ยี่ห้อ J@PAN ซึ่งเป็นของเทียบ ซื้อมา 900 บาท

แต่พอใส่เข้าไปกลับหลวมซะอย่างงั้น ด้วยความที่ว่าร้านอะไหล่หยิบให้ผิด ทั้งๆที่เราย้ำแล้วย้ำอีกว่าผิดรุ่นรึเปล่าเพราะเห็นข้างกล่องเขียนว่าเป็ของ "บลูเบิร์ดหรือเอ็นวี" เลยต้องนั่งซูบารุมาเปลี่ยนแต่โชคยังเข้าข้างที่อะไหล่ตรงรุ่นยังมี ใส่แล้วจากเสียงลูกปืนหอนดังลั่นเงียบสนิทแม้แต่กระแอมยังได้ยิน เสียค่าใส่ไปสองร้อยก็โอเค

ต่อมารู้สึกว่าทำไมเวลาเหยียบคันเร่งถึงรู้สึกแข็งมากๆ เทียบไม่ได้เลยกับตัวอีคาร์เลยมุดเข้าไปฉีดโซแน็กที่สายคันเร่งที่เป็นจุดเสียดสีกับขาคันเร่งแล้วก็ใต้กรองอากาศที่จุดคาร์บูเรเตอร์ แต่แล้วก็พอว่ามีจุดหักของสายเลยต้องเปลี่ยนสายคันเร่งรวมค่าแรงกับไปซื้ออะไหล่เองหมดไปสองร้อยนิดๆ
 
อาการต่อมาที่ตามมากวนใจคือแอร์จู่ๆก็ไม่เย็นซะอย่างงั้น รู้เลยว่าสงสัยงานนี้งานช้างแน่ๆ ไม่ชอบเลยที่ต้องไปเข้าร้านแอร์ร้านได เพราะพวกนี้จ้อง "ฟัน" ไม่เลี้ยงอยู่แล้ว เอารถเข้าไปเช็คปรากฎว่าแว็กน้ำยาแอร์ไม่เข้าคาดว่าเป็นเพราะวาล์วตันแน่นอน ช่างบอกว่าถ้าเอาวาล์วเปเปอร์คิดหกร้อย ไม่รวมกรองซึ่งต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ถ้าวาล์วแบบโอริงติดรถคิดหนึ่งพัน ทั้งคู่ราคาไม่รวมกรองไม่รวมแว็กน้ำยา ดีดลูกคิดดูต้องเสียอีกไม่ต่ำกว่าสองพัน
 
คราวนี้เลยตะลุยเชียงกงเลยเพราะรู้ร้านตั้งแต่ไปตามล่าหาโช้คอีคาร์คราวก่อน เลยได้ตู้แอร์ใหม่มาทั้งตู้พร้อมวาล์วโอริงของแท้สภาพเทพๆ มาทั้งตู้เลย ราคาเก้าร้อยบาทรวมกับกระปุกฉีดน้ำกระจกราคาสามร้อยที่มาพร้อมปั้มรวมแล้ว พันสองร้อยบาทถ้วน เอามาให้ช่างใส่คิดแค่แว็กน้ำยาใหม่ 650 ค่ากรอง 250 ค่าแรง 300 รวมแล้วพันสอง "เอาวะ"ทำใช้ยาวๆ ไม่อย่างให้มากวนใจอีก ต้องขอขอบคุณเชียงกงที่ชี้ทางสว่างมา ณ โอกาสนี้ เพราะถ้าซื้อตู้แอร์ของเทียมพวกฟอร์มูล่าหรือยูซีเอ็ม ต้องโดนไปไม่ต่ำว่าสี่พันอย่างแน่นอน คิดแล้วอยากเปิดร้านแอร์เองมากๆ
 
ที่ซ่อมแซมเบ็ดเตล็ดไปแล้วคือ เปลี่ยนยางกันฝุ่นแร็กพวงมาลัย 100 บาท เปลี่ยนกรองอากาศ 150 กรองเบ็นซิน 150 (ที่แพงเพราะเป็นกรองเบ็นซินกระปุกใหญ่) เปลี่ยนหลอดไฟส่องทะเบียน ไฟฝากระโปรงหลัง ไฟห้องเก๋ง ไฟหน้า รวมประมาณ 150 บาท
 
สรุป ใครว่าซ่อมรถแพงถ้าซ่อมเป็น ซ่อมรถไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแต่สนุกว่าไปหางานอดิเรกอย่างอื่นเสียอีกครับ และคันนี้ถ้ารวมกับราคาที่ได้มาช่างยังถามว่าไปหาไหน เลยตอบไปว่า "ไม่บอก" เรื่องงี้ต้องใช้ "บารมี" ล้วนๆคร้าบ หุหุ
4. Nissan Presea Ct.II R10
M/T 1.6

คันนี้นับว่าเป็นความ"บ้าเลือด" ของผมมากๆ ในการหารถคันนี้มาได้ เพราะใช้เวลาในการตัดสินใจ "สั้น" มากๆ ประมาณว่าอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลด้วยประการทั้งปวง เรื่องราคาอย่าไปพูดถึงเลยครับ ข้ามไปได้เลยไม่มีไร เพราะว่าได้มาในราคาปกติๆ ที่ซื้อขายกันบวกกับราคาความพอใจอีกนิดๆ เลยได้มาในราคาทั่วๆไปครับ

เข้าเรื่องว่ารถคันนี้เป็นไงมาไงถึงได้สอยมาได้ เนื่องด้วยคันเดิมที่เคยไปดูและเกือบจะสอยมาคือ Nissan Bluebird U12 Attessa 2.0 M/T ติดแก้สแล้วด้วย คนขายนิสัยดี พูดจารื่นหูมากๆ เป็นชาวลาดกระบังเหมือนกันอีกต่างหาก แต่กลับบ้านมาคิดนานไปหน่อย เจ้าของเค้าเลยขายไปก่อน เพราะรถปีเก่าเลยจัดไฟแนนซ์ไม่ได้เลย (ไม่ต่างอะไรกับคันนี้)

อาทิตย์ต่อๆมาเลยเบนเข็มมาหาเป้าหมายต่อไป คือ Mazda Astina 1.8 M/T หรือรุ่น Pop-up lights นั่นเอง แต่จู่ๆ ก็เหมือยสาดฟ้าฟาดมากลางใจ เนื่องด้วยไปเจอ Nissan Presea R10 คันที่เห็นในรูปนี้โดนใจอย่างจัง ด้วยสีที่ถูกใจ และสภาพรถเท่าทีดูในเน็ตเป็น R10 ราคาแรงๆ ทั่วๆไป แต่สภาพที่เห็นสวยชนิดที่ว่านานๆ จะเห็นคัน เพราะเท่าที่เห็นในตลาด รถจะโทรมมากๆ เพราะ R10 ไม่ใช่รถที่คุณป้า คุณตา ซื้อมาขับไปซื้อกับข้าวแน่นอน เพราะ R10 มือสองล้วนแต่ผ่าน "ทรีน" โหดๆ ของเจ้าของเก่ามาแล้วทั้งนั้น

จากนั้นได้ไปนัดดูรถ สังเหตุจากบอดี้ รอบๆคัน เข้าใจว่าทำสีมาแล้ว ที่หลังขวา แล้วแก้มขวา ส่วนหลังคายังเดิมๆ แสดงว่าไม่เคยคว่ำมา กระจกทุกบานเป็นนิสสันแท้ๆ เดิมๆ สังเกตุจากโลโก้นิสสันโบราณ ดังนั้นไม่เคยชนแรงจนกระจกแตกมาแล้วแม้แต่ครั้งเดียว เปิดฝากระโปรงดู คานหน้า รู้เลยว่าสอยตูดชาวบ้านมาแล้วทั้งซ้ายขวา ไม่ได้บางๆเดิมๆ เท่า B13 ตัวข้างบน และที่แก้มขวาเสียเหลี่ยมไป ติว่าซ่อมมาไม่ดีเลย โป๊วสีหนามาก กระจังหน้าและแก้มขวาก็ซ่อมมา เบี้ยวๆ นิดหน่อย แต่ยังพอเอาไปทำได้ จะให้ดีต้องหาเชียงกง



ภายในแอร์เย็นพอใช้ เนื่องจากฟิมล์ติดรถไม่มีเพราะลอกออกไปแล้ว พลาสติคภายในยังพอใช้ได้มีแตกตรงถ้วยมือจับประตู ช่องแอร์แตกเรียบเพราะเป็นรถนำเข้า ทนความร้อนไม่ได้ เป็นทุกคันของรุ่นนี้ อันนี้ไม่แปลกใจอะไร เบาะสวยหลังมีขาดยาวสองเซ็น แต่รวมๆ สวยสะอาดมีกลิ่นเล็กน้อย แต่ดูดีกว่าคันที่เคยดูผ่านๆมา

เครื่องยนต์เดินเรียบดี รอบไม่แกว่งมาก คลัชนิ่ม แต่ลึกไปนิด พวงมาลัยพาวเวอร์มีเสียงและดึงรอบพอสมควรเวลาหักเลี้ยวสุดๆ เข้าใจว่าเพราะมีน้ำมันซึมๆ ตรงปั้มพาวเวอร์ จากนั้นลองขับดู รวมๆขับได้ดีกว่าที่คิดไว้ เจ้าของเดิมพูดจาดี เข้าใจว่าเขาคงตัดมาใช้ช่วงสั้นๆ และปล่อยขายเมื่อมีจังหวะ

แม็กติดรถ Lenso ขอบ 15 นิ้ว ยางมิชชิลิน 195/55 R15 จริงๆ แล้ว เป็นความผิดของผมเองที่ไปถามว่า เขาจะแถมมั้ย .. ซึ่ง จริงๆแล้วไม่ควรไปถามเพราะยิ่งทำให้เขาไม่ลดราคาเพราะเสียดาย ซึ่งจริงๆอีกนั่นแหละ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรในแม็กและยางแก้มเตี้ยเลย เพราะชอบแม็กและยางขอบ 14 นิ้วมากกว่า ราคายางก็ถูกและได้ความนิ่มนวลมากกว่า แม้จะสู้เรื่องการเกาะถนนไม่ได้ แต่ผมเป็นคนขับรถช้าเรื่องพวกนี้ไม่มายด์ จริงๆ


เครื่องเสียงติดรถเป็นของ Blaupunkt ไม่รู้ว่าภาษาเยอรมันอ่านว่าอะไร แต่คนอังกฤษอ่านว่า Bluepoint หรือ จุดน้ำเงิน นั่นเอง อีกนั่นแหละ ไปถามเขาอีกจนได้ว่าแถมมั้ย เขาแถม ก็เลยไม่ได้ลดราคาอะไรกันเลย.. เศร้า

ที่ชอบใจอีกจุดคือ ยางขอบประตูสภาพยังดีมากๆ ไม่ต้องไปซื้อใหม่เพราะ R10 ไม่มีกรอบประตู ต้องอาศัยยางขอบประตูเป็นหลัก หากขาดบานล่ะกว่าสองพันบาทเลย สี่บานก็แปดพัน แต่คันนี้ยังดีใช้ได้อีกนาน



หลังจากได้รถมาแล้ว แก้ปัญหาการหักพวงมาลัยแล้วเสียดัง ได้ง่ายๆ เพียงตรวจสอบระบบของเหลวทั้งหมด พบว่า "น้ำมันพาวเวอร์แห้ง.." เดชะบุญที่ตรวจเจอ เติม Dextron III ของ ปตท. บ้านๆ ราคาร้อยสามสิบบาท ไปครึ่งกระป๋อง (เกือบครึ่งลิตร) ดีที่ยังแก้ไขทันไม่งั้นไปทั้งปั้มพาเวอร์แน่ๆ

เอารถไปล้าง ตรวจสอบขอบยางต่างๆ ไม่มีน้ำกระเด็น ดูดฝุ่นภายในแจ่มกว่าเดิมเป็นกอง ชอบจริงๆ แอร์พอเซ็ตระบบออโต้เป็น เย็นขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย อีกทั้ง เครื่องเสียงพอเซ็ตอีควอไลเซอร์ ทำให้ Bluepunkt ปล่อยพลังเสียงแบบโบราณๆ ออกมาได้แบบฟอนต์ยุคเก่า ให้อารมณ์ด้วยพาวเวอร์และลำโพง Mosfet นั่นคือเครื่องเสียงขอยุโรปทั้งชุด เสียงดีใช้ได้คลาสสิคดีจัง แถมเสาอากาศวิทยุยังเลื่อนขึ้นและเก็บไฟฟ้าตามการเปิดวิทย



รวมๆ แล้วหาที่ติรถคันนี้แทบไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะในย่านความเร็วสูง พวงมาลัยอ่อนไปบ้างบางจังหวะ แต่คงต้องปรับกันต่อไป ภายนอกสวยคลาสสิค ภายในสะดวกสบาย ช่องวางแก้วน้ำ ถาดเก็บของแบบกดเก็บได้ ช่องใส่การ์ดนามบัตร แอร์ดิจิตัล ไล่ฝ้ากระจกหลัง กระจกไฟฟ้าสี่บาน เซ็นทรัลล็อค เข็มขัดนิรภัยห้าจุด ที่วางแขนเบาะหลัง พร้อมถาดวางเครื่องดื่ม ไฟส่องแผนที่แบบมีสวิทปิดเปิดแยก เบาะผ้า ไฟส่องในเกะเก็บของ ปัดน้ำฝนมีดีเลย์และระดับความเร็ว ไฟตัดหมอกหน้าหลัง ไฟส่องกระโปรงหลัง เสาวิทยุไฟฟ้า กระจกข้างปรับและพับไฟฟ้า

ติตรงที่ ขับไปไหนขอเลน เพื่อนร่วมทางไม่ค่อยให้ คงนึกว่าเราเป็นรถซิ่ง ขึ้นทางด่วน ชอบมีวัยรุ่นมาขับเบิ้ลเครื่องข้างๆ ชวนแข่ง เจอมาสองครั้งแล้ว อยากบอกน้องจริงๆว่า พี่กำลังรันอินที่แปดสิบ จนถึงปีหน้า ก็ราคาน้ำมัน มันแพงนี่นา

รายละเอียดทางเทคนิคอ่านเอาจากบล็อกด้านนอกนะครับ จัดไว้ให้แล้ว

14 CommentsChronological   Reverse   Threaded
kamthorn wrote on Dec 4, '06
มาเยี่ยม มาเยือน :D
rathmine wrote on Jan 2, '07
ดีคร้าบพี่โต้นนน
pinkyfiat wrote on Oct 16, '07
เจ๋งค๊าบ 124
udomsaku wrote on Mar 25, edited on Mar 25
อยากได้มาติดแก๊สเหมือนกัน
rathmine wrote on Mar 27
อยากติดแก้สเหมือนกันครับ แต่ตังค์หมดแร้ววว
jnavee wrote on Mar 28
หวัดดีครับ ผมเป็นอีกคนที่ชอบ nissan อยากได้ presea มาใช้บ้าง
ที่ใช้อยู่เป็น neo ไม่ทราบว่าจะแนะนำอย่างไรบ้างครับ
วี jnavee@hotmail,com
rathmine wrote on Mar 30
ตามไปตอบให้ในบล็อกพี่แล้วนะคร้าบ
udomsaku wrote on May 31
อยากทราบอัตรากินน้ำมัน
rathmine wrote on May 31
ถามกินน้ำมันของคันไหนหนอ

ถ้าเป็นอีคาร์ ประมาณ 12 กิโล/ลิตรในเมือง ถ้าขับทางไกลทำได้ 14-15 กิโล/ลิตร

ถ้าเป็นคัน B13 กินเยอะหน่อย ประมาณ 9 กิโล/ลิตร ทางไกลทำได้ 11 กิโล/ลิตร เป็นเครื่องคาร์บูที่กินเก่งมากๆ ยังไม่ได้กลับไปบูรณะ คันหัวใจยิกๆ

ถ้าเป็นคัน R10 ตอนนี้ใช้ทุกวัน จนคันอีคาร์จอดงอนอยู่ อยู่ที่ 10 กิโล/ลิตร ในเมือง ถ้าขึ้นทางด่วนต่อด้วยมอเตอร์เวย์ด้วยความเร็วประมาณคงที่ 100-120 Km/hr จะกินอยู่ที่ 13-14 กิโล/ลิตร

แต่ถ้าตามรายงานทดสอบตามตำราอยู่ที่ 17 กิโล/ลิตร แต่ในเมืองกิืน 10 กิโล/ลิตร ตรงกัน สำหรับเครื่อง GA16DE + VTC
udomsaku wrote on Jun 1
ของผม เติม 91 500 ไปกลับบ้าน(ประชาอุทิศ)-ศิริราช ได้ 4 เที่ยว ไมมันซดจัง รึว่านำมันแพงหว่า
rathmine wrote on Jun 1
เติม 500 บาท คิดราคาที่ ลิตรละ 39 บาท ได้น้ำมันทั้งหมด 12.8 ลิตร

ระยะทางศิริราชประชาอุทิศราว 25-30 กิโลเมตร(อันนี้ไม่แน่ใจลองจด กม. วัดดูอีกที) ไปกลับสี่เที่ยวราวๆ 100-120 กิโลเมตร

แสดงว่ากินน้ำมันราว 10-12 กิโลลิตรในเมือง ผมว่าโอเคแล้วนะครับ ลองเอากรองอากาศมาเป่าบ่อยๆ ช่วยได้เยอะเช่นกัน

ราคาน้ำมันตอนนี้แพงกว่าตอนผมออกรถเมื่อห้าหกปีก่อนอย่างมาก สมัยนั้นลิตรละ 16 บาท
reminderphoto wrote on Jun 22
สวัสดีค่ะ ได้ความรู้มากเลย ถ้ามีปัญหาจะแวะมาปรึกษานะค่ะ
เราก็ชอบนิสสันค่ะ
rathmine wrote on Jul 8
ยินดีคร้าบ เข้ามาคุยกันเลยนะครับ

ผมเองก็หลงรักนิสสันเข้าแล้วครับ
pinkyfiat wrote on Oct 29
เจอ 124 ที่รัสเซียเพียบเลยครับ

หน้าตาเหมือนกันเด๊ะ

แต่ใช้ยี่ห้อลาด้านะ
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help

Modified from Mediterranean by John Whittet.
Originally on the CSS Zen Garden.
Used and Modified with permission from the author.